แหล่งเรียนรู้ประเภทสถานที่
วัดโคกขี้หนอน
ต.โคกขี้หนอน, อ.พานทอง
วิทยากร: นายสุชน บุญพิมพ์
0944108298
รายละเอียดแหล่งเรียนรู้
ประวัติความเป็นมา
"วัดโคกขี้หนอน ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลโคกขี้หนอน อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายที่มีประวัติความเป็นมาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่ชุมชน
กำเนิดและที่มาของชื่อวัดที่มาของชื่อ: คำว่า "โคก" หมายถึงพื้นที่เนินดินสูง และบริเวณดังกล่าวในอดีตมี "ต้นขี้หนอน" ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกขานพื้นที่และวัดตามลักษณะภูมิประเทศว่า วัดโคกขี้หนอน การก่อตั้ง: ก่อตั้งเป็นวัดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2455 โดยเริ่มแรก นายบัว และนางวัน ได้บริจาคที่ดินประมาณ 7 ไร่เพื่อสร้างวัด ต่อมาทางวัดได้จัดซื้อเพิ่มเติมรวมเป็นเนื้อที่กว่า 15 ไร่ วิสุงคามสีมา: ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2459 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2548
ปูชนียวัตถุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญหลวงพ่อแสง: พระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อสัมฤทธิ์ทองเหลืองผสม เป็นพระประธานศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดที่มีอายุกว่าร้อยปี มีเรื่องเล่าในอดีต (ประมาณปี พ.ศ. 2509) ว่ามีผู้พบเห็นองค์พระเปล่งแสงเปล่งปลั่งคล้ายปีกแมลงทับ จนเป็นข่าวแพร่หลายและมีผู้คนเดินทางมากราบไหว้ขอพรจำนวนมาก พระมหาเจดีย์ศรีพานทอง: เจดีย์องค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าภายในวัด เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกาและเป็นศูนย์รวมใจในงานนมัสการพระธาตุช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี บทบาทต่อชุมชนวัดโคกขี้หนอนเป็นศูนย์กลางชุมชนมายาวนาน มีอดีตพระเกจิและเจ้าอาวาสที่เป็นที่เคารพรักอย่าง พระมหาหรุ่ม ฐิตนาโค (พระมคลวัชรวิสุทธิ์) นอกจากนี้ยังเป็นวัดต้นแบบในโครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข"ของจังหวัดชลบุรีที่เน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมสัปปายะและการอยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็งของคนในท้องถิ่น
เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ในด้านประวัติความเป็นมา “วัดโคกขี้หนอน”เป็นอาสาสมัคร กศน.ในการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันกับกศน.ตำบลโคกขี้หนอน ร่วมอาสาพัฒนา กศน.ตำบลโคกขี้หนอน เข้าร่วมกิจกรรม งานการศึกษาต่อเนื่องกิจกรรมต่างๆที่ กศน.ตำบลโคกขี้หนอนจัดขึ้น"
กำเนิดและที่มาของชื่อวัดที่มาของชื่อ: คำว่า "โคก" หมายถึงพื้นที่เนินดินสูง และบริเวณดังกล่าวในอดีตมี "ต้นขี้หนอน" ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกขานพื้นที่และวัดตามลักษณะภูมิประเทศว่า วัดโคกขี้หนอน การก่อตั้ง: ก่อตั้งเป็นวัดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2455 โดยเริ่มแรก นายบัว และนางวัน ได้บริจาคที่ดินประมาณ 7 ไร่เพื่อสร้างวัด ต่อมาทางวัดได้จัดซื้อเพิ่มเติมรวมเป็นเนื้อที่กว่า 15 ไร่ วิสุงคามสีมา: ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2459 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2548
ปูชนียวัตถุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญหลวงพ่อแสง: พระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อสัมฤทธิ์ทองเหลืองผสม เป็นพระประธานศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดที่มีอายุกว่าร้อยปี มีเรื่องเล่าในอดีต (ประมาณปี พ.ศ. 2509) ว่ามีผู้พบเห็นองค์พระเปล่งแสงเปล่งปลั่งคล้ายปีกแมลงทับ จนเป็นข่าวแพร่หลายและมีผู้คนเดินทางมากราบไหว้ขอพรจำนวนมาก พระมหาเจดีย์ศรีพานทอง: เจดีย์องค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าภายในวัด เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกาและเป็นศูนย์รวมใจในงานนมัสการพระธาตุช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี บทบาทต่อชุมชนวัดโคกขี้หนอนเป็นศูนย์กลางชุมชนมายาวนาน มีอดีตพระเกจิและเจ้าอาวาสที่เป็นที่เคารพรักอย่าง พระมหาหรุ่ม ฐิตนาโค (พระมคลวัชรวิสุทธิ์) นอกจากนี้ยังเป็นวัดต้นแบบในโครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข"ของจังหวัดชลบุรีที่เน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมสัปปายะและการอยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็งของคนในท้องถิ่น
เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ในด้านประวัติความเป็นมา “วัดโคกขี้หนอน”เป็นอาสาสมัคร กศน.ในการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันกับกศน.ตำบลโคกขี้หนอน ร่วมอาสาพัฒนา กศน.ตำบลโคกขี้หนอน เข้าร่วมกิจกรรม งานการศึกษาต่อเนื่องกิจกรรมต่างๆที่ กศน.ตำบลโคกขี้หนอนจัดขึ้น"
องค์ความรู้และจุดเด่น
ความเป็นมาของ "แหล่งเรียนรู้" (Learning Resources) มีวิวัฒนาการควบคู่กับการศึกษาของมนุษย์มาช้านาน โดยเปลี่ยนผ่านจากกรอบการเรียนรู้แบบดั้งเดิมสู่ระบบการศึกษาตลอดชีวิต
1. ยุคดั้งเดิม: การเรียนรู้จากธรรมชาติและวิถีชีวิต
ในอดีต มนุษย์เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงจาก "แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ" และการถ่ายทอดทางสังคม โดยมีป่าไม้ แม่น้ำ ลานวัด บ้าน หรือโรงช่าง เป็นสถานที่ฝึกฝนทักษะชีวิต และมีผู้ใหญ่ พ่อแม่ หรือพระภิกษุสงฆ์ทำหน้าที่เป็นวิทยากร/ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถ่ายทอดความรู้
2. ยุคการศึกษารูปแบบสถาบัน (Institutionalization)
เมื่อมีการจัดระบบการศึกษาในโรงเรียน ความหมายของแหล่งเรียนรู้ถูกจำกัดอยู่เพียงห้องเรียน หนังสือเรียน และครูผู้สอน ทำให้การเรียนรู้ผูกขาดอยู่กับสถานที่เฉพาะและโครงสร้างที่ตายตัว
3. ยุคการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อโลกเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร แนวคิดทางการศึกษาเปลี่ยนจาก "การมีครูเป็นศูนย์กลาง" มาเป็น "ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง" (Child-Centered / Learner-Centered) ส่งผลให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้ขยายกว้างออกไปอย่างมาก
สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (โดยเฉพาะมาตรา 25) ได้รับรองและส่งเสริมบทบาทของแหล่งเรียนรู้อย่างเป็นทางการ โดยระบุให้รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ เช่น ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสาธารณะ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
4. ยุคดิจิทัลและโลกเสมือน (Present)
ปัจจุบัน แหล่งเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่ทางกายภาพ (Physical Space) แต่ได้รวมถึง "แหล่งเรียนรู้ดิจิทัล" (Digital Learning Resources) เช่น อินเทอร์เน็ต คลังความรู้ออนไลน์ สื่อมัลติมีเดีย และพื้นที่เรียนรู้เสมือนจริง ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
สรุปประเภทของแหล่งเรียนรู้หลักๆ ในปัจจุบัน:
แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ: ภูเขา แม่น้ำ ป่าไม้ อุทยาน
แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น: พิพิธภัณฑ์ วัด โบราณสถาน ห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล: ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เชี่ยวชาญ
แหล่งเรียนรู้ประเภทกิจกรรม/วัฒนธรรม: ประเพณี วิถีชีวิต งานอาชีพชุมชน
แหล่งเรียนรู้ดิจิทัล: เว็บไซต์ คลังข้อมูลออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์
1. ยุคดั้งเดิม: การเรียนรู้จากธรรมชาติและวิถีชีวิต
ในอดีต มนุษย์เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงจาก "แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ" และการถ่ายทอดทางสังคม โดยมีป่าไม้ แม่น้ำ ลานวัด บ้าน หรือโรงช่าง เป็นสถานที่ฝึกฝนทักษะชีวิต และมีผู้ใหญ่ พ่อแม่ หรือพระภิกษุสงฆ์ทำหน้าที่เป็นวิทยากร/ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถ่ายทอดความรู้
2. ยุคการศึกษารูปแบบสถาบัน (Institutionalization)
เมื่อมีการจัดระบบการศึกษาในโรงเรียน ความหมายของแหล่งเรียนรู้ถูกจำกัดอยู่เพียงห้องเรียน หนังสือเรียน และครูผู้สอน ทำให้การเรียนรู้ผูกขาดอยู่กับสถานที่เฉพาะและโครงสร้างที่ตายตัว
3. ยุคการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อโลกเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร แนวคิดทางการศึกษาเปลี่ยนจาก "การมีครูเป็นศูนย์กลาง" มาเป็น "ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง" (Child-Centered / Learner-Centered) ส่งผลให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้ขยายกว้างออกไปอย่างมาก
สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (โดยเฉพาะมาตรา 25) ได้รับรองและส่งเสริมบทบาทของแหล่งเรียนรู้อย่างเป็นทางการ โดยระบุให้รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ เช่น ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสาธารณะ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
4. ยุคดิจิทัลและโลกเสมือน (Present)
ปัจจุบัน แหล่งเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่ทางกายภาพ (Physical Space) แต่ได้รวมถึง "แหล่งเรียนรู้ดิจิทัล" (Digital Learning Resources) เช่น อินเทอร์เน็ต คลังความรู้ออนไลน์ สื่อมัลติมีเดีย และพื้นที่เรียนรู้เสมือนจริง ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
สรุปประเภทของแหล่งเรียนรู้หลักๆ ในปัจจุบัน:
แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ: ภูเขา แม่น้ำ ป่าไม้ อุทยาน
แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น: พิพิธภัณฑ์ วัด โบราณสถาน ห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล: ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เชี่ยวชาญ
แหล่งเรียนรู้ประเภทกิจกรรม/วัฒนธรรม: ประเพณี วิถีชีวิต งานอาชีพชุมชน
แหล่งเรียนรู้ดิจิทัล: เว็บไซต์ คลังข้อมูลออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์
กระบวนการเรียนรู้
บรรยาย
ความพร้อมของสถานที่
รองรับได้
100
คน
ที่จอดรถ
30
คัน
ห้องน้ำ
20
ห้อง
โต๊ะ/เก้าอี้
30/100
ชุด
การเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว, รถโดยสารประจำทาง, มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, รถจักรยานยนต์
ห่างจากถนนหลัก
0.50 กม.
เวลาเปิดทำการ
วันจันทร์
08:30 - 16:30
วันอังคาร
08:30 - 16:30
วันพุธ
08:30 - 16:30
วันพฤหัสบดี
08:30 - 16:30
วันศุกร์
08:30 - 16:30
วันเสาร์
08:30 - 16:30
วันอาทิตย์
08:30 - 16:30
ที่ตั้งและการติดต่อ
ที่อยู่แหล่งเรียนรู้
วัดโคกขี้หนอน 53 ม.3 ถ. ต.โคกขี้หนอน อ.พานทอง จ.ชลบุรี 20160
ผู้ประสานงาน
นายสุชน บุญพิมพ์
เบอร์โทรศัพท์
0944108298
Email Address
ku.aum343@gmail.com
วัดโคกขี้หนอน 53 ม.3 ถ. ต.โคกขี้หนอน อ.พานทอง จ.ชลบุรี 20160